เวย์น รูนีย์ อดีตกองหน้าตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าทัพปีศาจแดงมีการเสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายซัมเมอร์ที่ผ่านมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของทีม พร้อมทั้งท้าทายให้ ไมเคิล คาร์ริค ผู้จัดการทีม ต้องเค้นศักยภาพนักเตะที่มีอยู่ให้ดีที่สุด เพื่อพาทีมกลับมาทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมาย
รูนีย์ให้สัมภาษณ์กับ talkSPORT โดยระบุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้อย่างน่าผิดหวัง หลังเก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวจาก 5 เกมแรกในศึก พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สโมสรไม่ได้เสริมแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น “มันมีความกดดันอยู่เสมอ ไมเคิลรู้ดี” รูนีย์กล่าว “ถ้าคุณไม่ชนะเกมฟุตบอลที่แมนยูฯ ความกดดันนั้นก็มีอยู่แล้วหากคุณไม่ชนะแม้แต่เกมเดียว นี่ไม่ใช่การเริ่มต้นฤดูกาลในอุดมคติ...มีบางสิ่งที่ผมรู้สึกว่าสโมสรควรจะต้องทำก่อนตลาดปิด นั่นคือการดึงผู้เล่นเข้ามา...ตอนนี้ทีมดูอ่อนแอไปหน่อย”
แม้ว่าคาร์ริคจะเคยเข้ามาสร้างผลงานพลิกฟอร์มให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการพาทีมจบอันดับ 3 ในลีก และคว้าโควตาไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ แต่ทว่าในซีซันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร ปัจจุบันทีมรั้งอันดับ 12 ของตาราง และมีแต้มตามหลังจ่าฝูงถึง 10 คะแนน หลังจากผ่านไปเพียง 5 นัด อย่างไรก็ตาม รูนีย์ยังคงเชื่อมั่นในตัวอดีตเพื่อนร่วมทีมรายนี้ว่ามีศักยภาพพอที่จะพลิกสถานการณ์ได้ เพียงแต่ต้องหาวิธีดึงฟอร์มที่ดีที่สุดจากผู้เล่นที่มีอยู่มาให้ได้
รูนีย์กล่าวเสริมว่า “เขาต้องหาวิธีที่จะดึงฟอร์มและผลงานที่ดีที่สุดจากนักเตะเหล่านี้เพื่อไต่อันดับตารางให้ได้หลังพักเบรกทีมชาติ...ผมคิดว่าช่วงพักเบรกมาได้ถูกเวลาแล้ว” เขากล่าวต่อว่า “เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถดึงผลการแข่งขันจากกลุ่มผู้เล่นชุดนี้ได้ พวกเขาต้องตั้งใจทำงานและหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น” แม้ว่าคาร์ริคจะเสริมทัพผู้เล่นอย่าง ยูริ ตีเลอมันส์, คาร์ลอส บาเลบา, อันเดร ซานโตส และ คาร์ล ดาร์โลว์ เข้ามาร่วมทีม แต่กลับไม่มีการเซ็นสัญญาผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กหรือกองหน้าคนใหม่ ซึ่งรูนีย์เข้าใจดีว่ากุนซือคนนี้คงอยากได้ผู้เล่นมากกว่านี้ แต่ก็ต้องทำงานกับขุมกำลังที่มีอยู่
ช่วงพักเบรกทีมชาติถือเป็นโอกาสสำคัญที่ ไมเคิล คาร์ริค จะได้กลับมาปรับจูนทีมเพื่อยกระดับผลงานของ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็น และเป้าหมายสำคัญคือการกลับไปลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์อีกครั้ง ซึ่งอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหลังจากการกลับมาลงสนาม อาจจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแต่กับสโมสรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอนาคตของตัวผู้จัดการทีมเองด้วย