ทีมชาติสเปน หรือที่รู้จักกันในนาม “กระทิงดุ” เตรียมลงสนามในภารกิจไล่ล่าชัยชนะนัดแรกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดยจะพบกับ ทีมชาติซาอุดีอาระเบีย ณ สนามแอตแลนตา สเตเดียม ในวันอาทิตย์นี้
ทั้งสเปนและซาอุดีอาระเบีย ต่างก็ประเดิมสนามในรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลเสมอ ทำให้เกมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทั้งสองฝ่าย หากต้องการการันตีการเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายโดยอัตโนมัติ
สเปนพลาดท่าในนัดแรก หวังแก้ตัวด่วน
พลพรรค “ลา โรฆา” สเปน ต้องเผชิญหน้ากับหมู่เกาะเคปเวิร์ด ทีมอันดับ 67 ของโลก ในนัดเปิดสนามกลุ่ม H ซึ่งเดิมทีพวกเขาถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าชัยชนะไปได้อย่างไม่ยากเย็น อย่างไรก็ตาม วงการฟุตบอลก็มักจะเต็มไปด้วยเรื่องเหนือความคาดหมาย และทีมรองบ่อนก็สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้เสมอ
ผลจบลงด้วยการเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 โดยมี วอซินญ่า ผู้รักษาประตูของเคปเวิร์ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ารางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ไปครอง หลังจากการเสมอในนัดนั้น ทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ จึงกระหายที่จะกวาดสามคะแนนเต็มในเกมนี้เป็นอย่างมาก ด้วยฟอร์มที่ไม่เด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย ทำให้คาดการณ์ได้เลยว่า สเปนจะดาหน้าบุกหนักในนัดนี้อย่างแน่นอน
ซาอุดีอาระเบียโชว์ความเหนียวแน่น
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียได้ประเดิมสนามพบกับอุรุกวัย แม้หลายคนจะมองว่าพวกเขามีโอกาสน้อย แต่ “เหยี่ยวเขียว” กลับต่อสู้อย่างเต็มที่และคว้าผลเสมอ 1-1 มาได้สำเร็จ อุรุกวัยครองเกมได้เหนือกว่าทุกด้าน แต่ซาอุดีอาระเบียก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในเกมรับ และใช้โอกาสอันน้อยนิดที่มีได้อย่างคุ้มค่า
เกมกับสเปนก็คาดว่าจะมีลักษณะคล้ายกัน โดยที่สเปนน่าจะครองบอลได้มากกว่า ซาอุดีอาระเบียจะต้องอดทนรับมือและหวังพึ่งการสวนกลับเร็วอีกครั้ง เมื่อพิจารณาจากฟอร์มที่พวกเขาทำไว้ได้ดีกับอุรุกวัย จึงมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะสามารถเก็บแต้มจากเกมนี้ไปได้เช่นกัน
การจัดทัพที่น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง
ในส่วนของทีมกระทิงดุ ลามีน ยามาล และ นิโก้ วิลเลียมส์ ไม่ได้ถูกส่งลงสนามตั้งแต่ต้นเกมกับเคปเวิร์ด แต่ด้วยปัญหาเรื่องความเด็ดขาดในแนวรุก ทำให้ทั้งคู่จะคืนสู่ตำแหน่งตัวจริงในนัดนี้อย่างแน่นอน ขณะที่ มิเกล เมริโน่ ยังคงต้องรอเช็กความฟิตจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ
หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ จะยังคงยึดระบบ 4-2-3-1 โดยมี อูไน ซิมอน เฝ้าเสา แผงแบ็คโฟร์ประกอบด้วย มาร์กอส ยอร์เรนเต้ และ มาร์ค คูคูเรญ่า เป็นฟูลแบ็ค ส่วนคู่เซ็นเตอร์จะเป็น ปาอู คูบาร์ซี่ จับคู่กับ อายเมอริค ลาปอร์กต์
ในแดนกลาง โรดรี้ และ เปดรี้ จะเป็นห้องเครื่องคอยคุมจังหวะและเชื่อมเกม ส่วน กาบี อาจจะขยับขึ้นมาเล่นในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ หมายเลข 10 แม้จะเคยลงเล่นเป็นปีกในนัดที่แล้วก็ตาม
ส่วนเกมรุก ยามาล และ วิลเลียมส์ จะประจำการเป็นปีกซ้ายและขวา โดยมี มิเกล โอยาร์ซาบัล รับบทกองหน้าตัวเป้าให้กับสเปน
ด้านซาอุดีอาระเบีย จอร์จิออส โดนิส ไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บเพิ่มเติม และคาดว่าจะใช้ผู้เล่นชุดเดิมที่ทำผลงานได้ดีกับอุรุกวัย โดยจะลงเล่นในระบบ 4-2-3-1 เช่นกัน นำโดยผู้รักษาประตูมากประสบการณ์ โมฮาเหม็ด อัล-โอวาอีส โดยมี ซาอูด อับดุลฮามิด และ โมเต็บ อัล-ฮาร์บี เป็นฟูลแบ็ค ส่วนคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้แก่ ฮัสซัน อัล-ตัมบักตี้ และ อับดุลเอลาห์ อัล-อัมรี
แดนกลางเป็นหน้าที่ของ โมฮาเหม็ด แคนโน่ และ อับดุลลาห์ อัล-ไคห์บารี ที่จะคอยสร้างสมดุลเกมรับและรุก แนวรุกนำโดย มูซาบ อัล-จูไวย์ร เป็นมิดฟิลด์ตัวรุก และมี โมฮาเหม็ด อาบู อัล-ชามาต กับกัปตันทีม ซาเล็ม อัล-ดอว์ซารี คอยสร้างความปั่นป่วนทางริมเส้น โดยมี ฟิราส อัล-บูไรคาน เป็นศูนย์หน้าตัวความหวัง
จากฟอร์มในนัดแรกที่ ยามาล ลงสนามแล้วทำให้เกมรุกของสเปนดูอันตรายมากขึ้น การที่ดาวรุ่งบาร์เซโลน่ารายนี้คาดว่าจะได้เป็นตัวจริงในเกมสำคัญนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างได้ เขาทำไป 24 ประตู กับ 18 แอสซิสต์ในฤดูกาล 2025/26 และยิงไปแล้ว 6 ประตูให้ทีมชาติ แน่นอนว่าจะกระหายที่จะเพิ่มสถิติในเกมนี้
สเปนมองว่าเกมนี้เป็นโอกาสที่จะแก้ไขความผิดหวังจากนัดที่แล้ว แม้จะครองบอลและสร้างโอกาสมากมาย แต่ยังขาดความเด็ดขาด การกลับมาของ ลามีน ยามาล และ นิโก้ วิลเลียมส์ คาดว่าจะเพิ่มความอันตรายในแนวรุกได้อย่างมาก ส่วนซาอุดีอาระเบียที่แสดงให้เห็นถึงวินัยในแนวรับกับอุรุกวัย ก็ยังมีดีพอที่จะสร้างปัญหาให้สเปนจากการสวนกลับได้ แต่การรักษาระดับความเหนียวแน่นนี้อีกครั้งเป็นงานที่ท้าทาย สเปนน่าจะยังคงคุณภาพที่เหนือกว่าและสามารถคว้าชัยชนะไปได้ในที่สุด