ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ด้วยการประกาศคว้าตัว เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ กองกลางดีกรีแชมป์โลกจาก เชลซี มาร่วมทีมอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเซ็นสัญญาที่อาจถือได้ว่าเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในพรีเมียร์ลีกช่วงซัมเมอร์นี้เลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่เรือใบสีฟ้าให้ความสนใจมิดฟิลด์ชาวอาร์เจนตินารายนี้มาตลอดช่วงฤดูร้อน และในที่สุดก็สามารถดึงตัวมาร่วมทัพได้สำเร็จ ทำให้ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ ได้หวนกลับมาร่วมงานกับ เอ็นโซ มาเรสก้า อีกครั้ง หลังจากการย้ายทีมเสร็จสิ้นลง เจ้าตัวได้แสดงความยินดีเป็นอย่างมากกับโอกาสครั้งนี้
กองกลางวัย 25 ปี เปิดใจว่า “นักเตะทุกคนอยากเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแบบนี้ เพราะทุกคนรู้ว่า ซิตี้ บริหารงานได้ดีแค่ไหน ผมมีความสุขที่สุดที่ได้มาอยู่ที่นี่ และพร้อมสำหรับความท้าทายในการช่วย ซิตี้ คว้าแชมป์ต่อไป นี่คือสโมสรที่สร้างมาเพื่อความสำเร็จ ถ้าคุณมองไปที่ขุมกำลังของทีม ซิตี้ มีคุณภาพในทุกตำแหน่ง ผมต้องการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทีมใหม่ของผมและพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น”
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าตัวกองกลางทีมชาติอาร์เจนตินารายนี้มาด้วยสัญญาระยะยาว โดยมีรายงานว่าค่าตัวสูงถึง 125 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของสโมสรและเป็นสถิติร่วมของพรีเมียร์ลีก เทียบเท่ากับดีลของ อเล็กซานเดอร์ อิซาค ที่ลิเวอร์พูลเคยทุ่มจ่ายเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว
มีข่าวลือมาตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลที่แล้วว่า เฟอร์นันเดซ เริ่มไม่มีความสุขกับชีวิตค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ และมีกระแสข่าวว่า เรอัล มาดริด คือจุดหมายปลายทางที่เป็นไปได้ แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับผงาดขึ้นมาเป็นตัวเต็งในการคว้าตัวแข้งรายนี้ หลังจากที่เรอัล มาดริด ได้ประกาศถอนตัวจากการไล่ล่าตัวมิดฟิลด์รายนี้ไปแล้ว ทำให้เส้นทางสู่เอติฮัด สเตเดียมเปิดกว้าง
การมาของ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ ถือเป็นการเติมเต็มแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากที่เสีย แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ โรดรี้ ไป ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ช่วยให้สโมสรประสบความสำเร็จมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การเสียผู้เล่นที่มีอิทธิพลสองคนนี้ไปคาดว่าจะสร้างช่องว่างที่เติมเต็มได้ยาก แต่การมาของ เอลเลียต แอนเดอร์สัน, อายูบ บูอัดดี้ และล่าสุดคือ เฟอร์นันเดซ น่าจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว