ศึกพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด จะเป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ บอร์นมัธ ซึ่งคู่นี้มีเรื่องราวที่แตกต่างกันสุดขั้ว โดยฝั่งเจ้าบ้านกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตภายใต้ความกดดันจากผลงานย่ำแย่ในถ้วยยุโรป ส่วนทีมเยือนกำลังพุ่งทะยานด้วยความมั่นใจจากฟอร์มอันร้อนแรง
ผลงานอันน่าผิดหวังของแมนฯ ยูไนเต็ด หลังพ่าย โคโม 4-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ตอกย้ำถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ขณะที่บอร์นมัธกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง พวกเขาคว้าชัย 3 นัดติดต่อกัน รวมถึงชัยชนะเหนือซันเดอร์แลนด์ 2-0 และฟอร์มอันยอดเยี่ยมในยูโรป้า ลีก ด้วยการเอาชนะ เอซี มิลาน 3-0 ความแตกต่างนี้ทำให้เกมนัดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเจ้าบ้านต้องการชัยชนะเพื่อเรียกศรัทธา ขณะที่บอร์นมัธมาพร้อมโมเมนตัมและไร้ความกดดัน
สถานการณ์ของทั้งสองทีมและความพร้อม
สำหรับ ไมเคิล คาร์ริค ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด เกมนี้มีความหมายต่ออนาคตของเขา หากคว้าสามแต้มได้ก็จะช่วยบรรเทาความกดดันและรักษาระยะห่างกับเป้าหมายโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก แต่หากผลเสมอหรือแพ้อีกครั้ง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของทีมดูเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังความพ่ายแพ้ในยุโรป และการไร้ชัยชนะ 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการ นอกจากนี้ บรูโน่ แฟร์นันเดส กัปตันทีมยังเคยออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับแท็กติกของคาร์ริคอย่างเปิดเผย ทำให้ยูไนเต็ดไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงผลการแข่งขัน แต่ยังต้องแสดงให้เห็นว่าแผนการของกุนซือยังคงมีอำนาจอยู่
ในทางกลับกัน บอร์นมัธภายใต้การคุมทีมของ มาร์โก้ โรเซ่ กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดี ชัยชนะสามนัดรวดช่วยยกระดับบรรยากาศในทีม และหากทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง ก็จะยิ่งทำให้ความหวังในการไปเล่นฟุตบอลยุโรปแข็งแกร่งขึ้น แม้ความพ่ายแพ้จะไม่ทำให้ผลงานที่ดีที่ผ่านมาหายไป แต่ก็อาจหยุดโมเมนตัมที่สร้างมาได้ โรเซ่ได้เน้นย้ำให้ลูกทีมถ่อมตัว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากการยกระดับของบอร์นมัธมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น
ความพร้อมผู้เล่นและแผนการเล่น
แมนฯ ยูไนเต็ด มีผู้เล่นบาดเจ็บถึง 6 ราย อาทิ มานูเอล อูการ์เต้ (เข่า), ค็อบบี้ ไมนู (เจ็บเล็กน้อย), ลุค ชอว์ (ไม่ระบุ), แพทริก ดอร์กู (ต้นขา), เบนจามิน เซสโก้ (หน้าแข้ง) ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ต้องรอทดสอบความฟิตจากอาการบาดเจ็บสะโพก การขาดหายไปส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบต่อแผงมิดฟิลด์และแนวรับ โดยคาดว่า คาร์ลอส บาเลบา และ ยูริ ตีเลอมันส์ จะเป็นตัวหลักในแดนกลาง แมนฯ ยูไนเต็ดน่าจะใช้ระบบ 4-2-3-1 มี เซนเน่ แลมเมนส์ เฝ้าเสา และแนวรับประกอบด้วย ดิโอโก้ ดาโลต์, ไอเดน เฮฟเว่น, แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ เลนี่ โยโร่
ด้านบอร์นมัธเองก็มีผู้เล่นบาดเจ็บเช่นกัน ได้แก่ จูเลียน อเราโฮ่, อเล็กซ์ โทธ และ อเล็กซ์ สก็อตต์ (ต้นขา) ส่วน เอลี จูเนียร์ ครุปปี้ ต้องรอเช็คฟิตเนื่องจากอาการบาดเจ็บเท้า แต่ไม่น่าจะส่งผลต่อการจัดทัพ โดยคาดว่า ดอร์เย่ เปโตรวิช จะเป็นผู้รักษาประตู แผงแบ็คโฟร์มี อาเดรียน ทรูฟเฟิร์ต, อันโตนิโอ ซิลวา, เจมส์ ฮิลล์ และ อดัม สมิธ โดยมี ไทเลอร์ อดัมส์ และ ไรอัน คริสตี้ เป็นแกนหลักในแดนกลาง
การวิเคราะห์เกมและโอกาส
แมนฯ ยูไนเต็ดในระบบ 4-2-3-1 เน้นการเปิดเกมรุกแต่ยังคงมีผู้เล่นคอยซ้อนในแดนกลาง บรูโน่ แฟร์นันเดส จะเป็นแกนหลักในการสร้างสรรค์เกม ขณะที่ผู้เล่นตัวรุกด้านข้างจะเน้นการเข้าทำ พวกเขามักจะเล่นบอลเน้นการครองบอลและโจมตีจากริมเส้น โดยเฉลี่ยการเปิดบอล 23 ครั้งและการเลี้ยงบอล 17 ครั้งต่อเกม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของลีก
ในทางตรงกันข้าม บอร์นมัธในระบบ 4-2-3-1 เช่นกัน มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไป พวกเขาจะเก็บกองกลางสองคนไว้หลังผู้เล่นแนวรุกสามคน เพื่อเน้นการส่งบอลยาวไปข้างหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ และยังคงมีการป้องกันที่แน่นหนาหากสถานการณ์ไม่เป็นใจ บอร์นมัธเฉลี่ยการเล่นลูกยาวถึง 58 ครั้งต่อเกม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของลีกที่ 49.5 ครั้ง
แม้แมนฯ ยูไนเต็ดจะมีโอกาสครองบอลมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสามารถควบคุมสถานการณ์อันตรายต่างๆ ได้ดีกว่า บอร์นมัธมีฟอร์มการเล่นที่ดีกว่าในช่วงหลัง โดย 5 นัดล่าสุด พวกเขามีค่าเฉลี่ย xG (โอกาสทำประตูที่คาดหวัง) อยู่ที่ 2.35 และ xGA (โอกาสเสียประตูที่คาดหวัง) เพียง 0.65 พร้อมกับเก็บคลีนชีทได้ 3 นัด ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดมีค่าเฉลี่ย xG เพียง 1.06 และ xGA ที่ 1.39 และยังไม่สามารถเก็บคลีนชีทได้เลยในช่วงเวลาเดียวกัน
การที่แมนฯ ยูไนเต็ดเน้นการเข้าทำ อาจทำให้พวกเขามีพื้นที่ว่างด้านหลัง ซึ่งบอร์นมัธสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม หากแมนฯ ยูไนเต็ดออกสตาร์ทเกมได้อย่างรวดเร็วและกดดันบอร์นมัธให้ถอยร่น ก็อาจทำให้แผนการเล่นของทีมเยือนต้องเปลี่ยนไป
การดวลกันที่สำคัญคือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ เอวานิลสัน ของบอร์นมัธ หากแม็กไกวร์สามารถรับมือกับกองหน้าบราซิลรายนี้ได้ ก็จะช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ดสามารถดันแนวรุกขึ้นสูงได้ แต่หากเอวานิลสันทำได้ดี ก็อาจทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดต้องถอยลงมาตั้งรับและเปิดโอกาสให้บอร์นมัธบุกเข้าใส่มากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว บอร์นมัธดูเหมือนจะมีโอกาสเก็บแต้มกลับบ้านได้มากกว่าจากฟอร์มการเล่นที่มั่นคงและแผนการเล่นที่ชัดเจนกว่า สกอร์ที่คาดการณ์ไว้คือ 1-2, 1-1 หรือ 0-1 โดยบอร์นมัธมีแนวโน้มที่จะคว้าชัยชนะได้จากความสามารถในการเปลี่ยนโอกาสในแดนกลางให้กลายเป็นการสร้างสรรค์เกมบุก