ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อย่าง ยูเวนตุส กำลังจับตามองสถานการณ์ของ ติยานี่ ไรจ์นเดอร์ส มิดฟิลด์ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ วัย 28 ปี จากสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยหวังจะดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ เพื่อยกระดับขุมกำลังในแผงกองกลางให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ตามรายงานจากสำนักข่าว La Stampa ซึ่งอ้างอิงโดย Calciomercato ระบุว่า ยูเวนตุสให้ความสนใจในตัว ไรจ์นเดอร์ส เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการเล่นหลากหลายตำแหน่งในแดนกลาง ทางสโมสรอิตาลีได้เริ่มดำเนินการสอบถามความเป็นไปได้ในการย้ายทีมเบื้องต้น ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบการยืมตัวก่อน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการหารือเพิ่มเติมกับทางแมนฯ ซิตี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ไรจ์นเดอร์ส ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ด้วยค่าตัว 46.5 ล้านปอนด์ จาก เอซี มิลาน ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับต้นสังกัดเก่า แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นกับเรือใบสีฟ้า เขาจะได้รับโอกาสและทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ในครึ่งหลังของฤดูกาลแรก บทบาทของเขากลับลดน้อยลงไปตามลำดับ
ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ไรจ์นเดอร์ส ทำไปแล้ว 7 ประตู กับ 8 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 50 นัด รวมทุกรายการ โดยมีเวลาอยู่ในสนามรวม 3,081 นาที อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานะของเขาในถิ่นเอติฮัด สเตเดียมจะเริ่มไม่แน่นอนในช่วงปลายฤดูกาล 2025/26 แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสนใจจากยูเวนตุสลดน้อยลงแต่อย่างใด
ความพยายามของยูเวนตุสในการคว้าตัว ไรจ์นเดอร์ส สอดคล้องกับความต้องการที่จะเพิ่มความลึกในแดนกลาง เนื่องจากอนาคตของ เคเฟรน ตูราม ยังคงไม่แน่นอน หลังมีข่าวเชื่อมโยงกับหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ ยูเวนตุสยังต้องการคุณภาพที่มากขึ้นในแดนกลาง โดยมี เตอุน คูปไมเนอร์ส ที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างเต็มที่ และชื่อของ แฟรงค์ เคสซี่ ก็อยู่ในข่ายที่ยูเวนตุสสนใจเช่นกัน เพื่อปรับโฉมแผงมิดฟิลด์ของทีม
ดังนั้น ยักษ์ใหญ่จากตูรินจึงมองหากองกลางที่สามารถจับคู่กับ มานูเอล โลคาเตลลี ได้อย่างสม่ำเสมอ และมีทักษะในการพาบอลไปข้างหน้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ ไรจ์นเดอร์ส ได้แสดงให้เห็นในระดับสูงสุด แม้ว่าเขาจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากกับซิตี้เมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจไม่เต็มใจที่จะปล่อยตัวนักเตะออกไปง่ายๆ รายงานล่าสุดชี้ว่า เรือใบสีฟ้าอาจพยายามรั้งตัวมิดฟิลด์ชาวดัตช์รายนี้ไว้ ทำให้ยูเวนตุสต้องเผชิญหน้ากับการเจรจาที่ท้าทายในอนาคต