การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เตรียมระเบิดความมันส์ โดยนัดเปิดสนามของกลุ่มที่มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การพบกันระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ และ ทีมชาติโครเอเชีย ณ สนามเอทีแอนด์ที สเตเดียม ซึ่งทั้งสองทีมต่างมุ่งมั่นที่จะประเดิมสนามด้วยสามแต้ม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและกุมความได้เปรียบในเส้นทางสู่รอบต่อไป
อังกฤษ ภายใต้การนำของ โธมัส ทูเคิ่ล ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน เก็บชัยชนะรวด 8 นัด ยิง 22 ประตู และไม่เสียแม้แต่ลูกเดียว ทว่าในช่วงเตรียมทีมก่อนทัวร์นาเมนต์ดูเหมือนฟอร์มจะยังไม่คงเส้นคงวา โดยชนะเพียง 2 จาก 4 นัดในปี 2026 แต่ก็สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้ด้วยชัยชนะเหนือ นิวซีแลนด์ 1-0 และถล่ม คอสตาริกา 3-0 ขณะที่ โครเอเชีย เองก็เข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายด้วยการคว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกเช่นกัน แม้ฟอร์มในช่วงหลังไม่คงเส้นคงวา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเมื่อสามารถเอาชนะสโลวีเนียได้อย่างยากลำบาก 2-1 ในเกมอุ่นเครื่องล่าสุด
ความพร้อมของทีมชาติอังกฤษ มีประเด็นที่น่าจับตาคืออาการบาดเจ็บของ บูกาโย่ ซาก้า ปีกตัวเก่งจากอาร์เซนอล ซึ่งอาจจะต้องรอเช็กความฟิตจนถึงนาทีสุดท้าย ทำให้ โนนิ มาดูเอเก้ มีโอกาสลงสนามแทน ในส่วนของ 11 ผู้เล่นตัวจริง คาดว่าอังกฤษจะมาในระบบ 4-2-3-1 โดยมี จอร์แดน พิคฟอร์ด เฝ้าเสา แนวรับประกอบด้วย รีซ เจมส์, จอห์น สโตนส์, เอซรี่ คอนซ่า และ นิโก้ โอ'ไรลลี่ แผงกลางจะมี เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ ดีแคลน ไรซ์ คอยเชื่อมเกม โดยมี มอร์แกน โรเจอร์ส เล่นอยู่หลังหน้าเป้าอย่าง แฮร์รี่ เคน ซึ่งจะถูกขนาบข้างด้วย อันโตนี่ กอร์ดอน และ โนนิ มาดูเอเก้ ตรงปีก ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ จู๊ด เบลลิงแฮม จะเป็นตัวสำรองพร้อมลงมาเปลี่ยนเกม
ทางฝั่งของ โครเอเชีย ภายใต้การคุมทีมของ ซลัตโก้ ดาลิช ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บรบกวน โดยคาดว่าจะส่งผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำโดยผู้รักษาประตูอย่าง โดมินิค ลิวาโควิช แผงหลังสามคนประกอบด้วย โยซิป ซูตาโล่, ลูก้า วุชโควิช และ ยอชโก้ กวาร์ดิโอล ส่วนวิงแบ็กซ้ายขวาเป็น โยซิป สตานิซิช และ อิวาน เปริซิช แดนกลางจะใช้สองห้องเครื่องมากประสบการณ์อย่าง มาเตโอ โควาซิช และเจ้าของรางวัลลูกบอลทองคำฟุตบอลโลก อย่าง ลูก้า โมดริช โดยมี เปตาร์ มูซ่า เป็นกองหน้าตัวเป้า และ เปตาร์ ซูซิช กับ มาร์ติน บาตูริน่า คอยสนับสนุนเกมรุก
เกมนี้จะเป็นการวัดคุณภาพของทั้งสองทีมอย่างแท้จริง การแข่งขันที่สูสีน่าจะทำให้ครึ่งแรกยังไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบมากนัก แต่ด้วยคุณภาพสำรองที่เหนือกว่าของอังกฤษ โดยเฉพาะ แฮร์รี่ เคน ผู้ฝากความหวังสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นหาก มาร์คัส แรชฟอร์ด สามารถสร้างความแตกต่างได้เมื่อถูกส่งลงมา เชื่อว่า อังกฤษ จะเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะไปได้ในที่สุด ด้วยสกอร์ที่คาดการณ์ว่าอยู่ที่ 2-0.