สถานการณ์ของ เรอัล มาดริด เวลานี้ดูไม่สู้ดีนัก หลังจากรั้งอันดับ 4 ในลาลีกา ตามหลังจ่าฝูง บาร์เซโลนา ถึง 6 แต้ม และเพิ่งแพ้มา 2 จาก 4 นัดหลังสุดในลีก รวมถึงการพ่ายแพ้ต่อ แอตเลติโก มาดริด 2-1 ที่แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนด้านความเข้มข้นในการเล่นและการบริหารจัดการเกม
แม้จะเก็บสามแต้มได้ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ด้วยการเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-1 แต่ฟอร์มการเล่นก็ยังไม่น่าประทับใจนัก มีช่องโหว่ในการเปลี่ยนเกมรับเป็นรุกและแนวรับที่ยังไม่เข้าที่ ทำให้ช่วง 18 วันต่อจากนี้กับ 5 เกมที่รออยู่ อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของฤดูกาลนี้ว่าจะไปในทางที่ประสบความสำเร็จ หรือจะล้มเหลวไม่เป็นท่าอีกครั้ง
โปรแกรมหินที่รออยู่ประกอบด้วยการเปิดบ้านรับมือ บียาร์เรอัล (ลาลีกา), บุกไปเยือน เอเอส โรม่า (แชมเปียนส์ลีก), เปิดบ้านพบ เซบีย่า (ลาลีกา), เปิดบ้านดวล แอร์เบ ไลป์ซิก (แชมเปียนส์ลีก) และปิดท้ายด้วยศึก เอล กลาซิโก้ บุกเยือน บาร์เซโลนา (ลาลีกา) ซึ่งไม่ใช่แค่โปรแกรมที่ยากลำบาก แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ ราชันชุดขาว จะต้องแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา
เดิมที เรอัล มาดริด ออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยเกมรุกที่จัดจ้าน การครองบอลที่เหนือกว่า และสามารถคุมเกมเหนือคู่แข่งได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับพลิกผัน ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ กลับส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง การพ่ายแพ้ต่อ แอตเลติโก มาดริด และการชนะ อินเตอร์ มิลาน แบบหืดจับ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ดังนั้น 5 เกมต่อจากนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ เรอัล มาดริด ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะ สร้างความมั่นใจ และลดช่องว่างกับจ่าฝูงลง หรือจะเป็นการตอกย้ำวิกฤตของทีมให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ตุลาคมนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า เรอัล มาดริด จะเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ที่แท้จริง หรือเป็นเพียงทีมที่เต็มไปด้วยคำถาม