สุดสัปดาห์นี้เตรียมระเบิดความมันส์ในศึก สกอตติช พรีเมียร์ชิพ เมื่อจ่าฝูงอย่าง เซลติก เตรียมเปิดรัง เซลติก พาร์ค ทำศึก โอลด์เฟิร์ม ดาร์บี้ ต้อนรับการมาเยือนของคู่ปรับตลอดกาล เรนเจอร์ส เกมนี้ไม่ใช่แค่การแย่งชิงศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นเดิมพันตำแหน่งจ่าฝูงอีกด้วย
เจ้าบ้าน เซลติก ออกสตาร์ทในลีกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เก็บชัยชนะรวด 6 นัด มีคะแนนนำ เรนเจอร์ส อยู่ 5 แต้ม ทว่าฟอร์มล่าสุดกลับไม่น่าประทับใจนัก หลังแพ้มา 2 นัดติดต่อกัน เริ่มจากความพ่ายแพ้ต่อ เรนเจอร์ส แบบเจ็บแสบ 0-3 ในศึก ลีก คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ และตามมาด้วยความพ่ายแพ้ต่อ เฟเรนซ์วารอส 1-3 ในนัดเปิดสนาม ยูโรปา ลีก ซึ่งความผิดพลาดในเกมรับดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ มาร์ติน โอ'นีล ต้องเร่งแก้ไข
ขณะที่ เรนเจอร์ส ของกุนซือ เดเร็ก แม็คอินเนส มาด้วยฟอร์มอันร้อนแรง หลังพลิกฟื้นจากช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลที่ย่ำแย่ พวกเขาเก็บชัยชนะได้ถึง 7 จาก 8 นัดหลังสุด และกำลังอยู่ในช่วงคว้าชัย 5 นัดรวด ซึ่งรวมถึงชัยชนะเหนือ เซลติก 3-0 ในลีก คัพ ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจก่อนเกมสำคัญนี้ อย่างไรก็ตาม สถิติการมาเยือน เซลติก พาร์ค ของ เรนเจอร์ส ไม่ค่อยดีนัก พวกเขาบุกมาชนะได้เพียง 2 ครั้ง จาก 12 นัดหลังสุด ซึ่งบ่งบอกว่าเกมนี้จะแตกต่างจากเกมลีก คัพ อย่างแน่นอน
สำหรับสภาพทีมของ เซลติก จะยังไม่มี อลิสแตร์ จอห์นสตัน, คัลลัม ออสแมนด์ และ โชต้า ที่บาดเจ็บ รวมถึง ยาง ฮยอน-จุน ที่ไปรับใช้ทีมชาติเกาหลีใต้ใน เอเชียนเกมส์ คาดว่า โอ'นีล จะมีการปรับทัพหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะในแนวรุก อาจจะได้เห็น เบนจามิน นีเกรน และ แคสเปอร์ โฮก ได้ลงสนาม ส่วนในแผงหลัง โทนี่ รัลสตัน และ ออสติน ทรัสตี้ ก็มีโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เพื่อแก้ไขปัญหาเกมรับที่เสียไปถึง 6 ประตูจาก 2 นัดหลังสุด คาดว่าจะยังคงใช้ระบบ 4-2-3-1
ด้าน เรนเจอร์ส จะยังขาด ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ กัปตันทีมที่มีอาการบาดเจ็บแฮมสตริง และ ยูสเซฟ แชร์มิติ ที่บาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า ทำให้ เควิน เคลซีย์ ดาวยิงที่เพิ่งทำประตูในเกมลีก คัพ จะยังคงเป็นตัวเลือกหลักในแดนหน้า แม็คอินเนส อาจจะยึด 11 ตัวจริงชุดเดียวกับที่ถล่ม เซลติก 3-0 เพื่อรักษาโมเมนตัมที่ดี คาดว่าจะใช้ระบบ 4-2-3-1 เช่นกัน
แม้ว่า เซลติก จะมีสถิติไร้พ่ายในลีกและได้เล่นในบ้าน แต่ เรนเจอร์ส ก็มาพร้อมความมั่นใจจากฟอร์มอันยอดเยี่ยม เกมนี้จึงคาดการณ์ได้ยากว่าใครจะเป็นผู้คว้าชัยชนะ อาจต้องตัดสินกันที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยหรือจังหวะสำคัญของแต่ละบุคคลมากกว่าการครองเกมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง