ศึกเดเอฟเบ โพคาล รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เตรียมเปิดรัง ไบอารีน่า รับการมาเยือนของ เซนต์เพาลี โดย "ห้างขายยา" ดูเหนือกว่าค่อนข้างชัดเจน แต่บอลถ้วยอะไรก็เกิดขึ้นได้
เลเวอร์คูเซ่น มาพร้อมฟอร์มที่มั่นใจ หลังเฉือนชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 1-0 ในรอบที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับแรงกดดัน แม้จะไม่สามารถครองเกมได้ แต่ก็ไม่เสียกระบวน นี่คือจุดแข็งที่ทำให้พวกเขาเคยคว้าแชมป์รายการนี้เมื่อฤดูกาล 2023-24 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในฤดูกาลต่อมา แม้เคยมีบทเรียนจากการตกรอบด้วยน้ำมือ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ แต่ ณ เวลานี้ พวกเขาดูนิ่งและมุ่งมั่นกว่าเดิมเยอะ
ในลีก บุนเดสลีกา ทีมของ กัสเปอร์ ฮูลมันด์ อยู่ในตำแหน่งที่ดี รั้งอันดับ 6 มี 35 คะแนน ตามหลังพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่มากนัก และเพิ่งชนะในลีกมา 3 นัดรวด เกมล่าสุดอัด ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต 3-1 แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของทีม ทั้งเกมรับที่เหนียวแน่น และความเฉียบคมในจังหวะจบสกอร์ จาก 3 นัดที่ชนะรวด พวกเขาเก็บคลีนชีตได้ 2 นัด ยิงได้ 6 ประตู และเสียแค่ลูกเดียว
ฟอร์มในบ้านก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พวกเขามีภาษีดีกว่า ชนะ 5 จาก 8 นัดหลังสุดที่ ไบอารีน่า แสดงให้เห็นว่าสนามแห่งนี้กลับมาเป็นฐานที่มั่นที่วางใจได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในบอลถ้วย ที่ความแน่นอนและความอดทน มักเป็นปัจจัยสำคัญ
ขณะที่ เซนต์เพาลี ก็ต้องชื่นชมที่พวกเขาสามารถผ่านมาถึงรอบนี้ได้ การบุกไปชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 2-1 เมื่อเดือนธันวาคม แสดงให้เห็นถึงการจัดระเบียบเกมรับและความเฉียบคมในการจบสกอร์ พวกเขาสามารถจำกัดโอกาสของคู่แข่งได้ดี แต่ผลงานนั้นก็เป็นเหมือนแสงสว่างเพียงเล็กน้อยในฤดูกาลที่ยากลำบาก
สถานการณ์ในลีก บุนเดสลีกา 2 ของ "Kiezkicker" ไม่สู้ดีนัก พวกเขามีเพียง 14 คะแนน จมอยู่ในโซนตกชั้น และตามหลังพื้นที่เพลย์ออฟอยู่ 4 คะแนน ฟอร์มระยะหลังก็ไม่ดี ชนะใครไม่เป็นมา 6 นัดแล้ว ยิงได้แค่ 2 ประตูจาก 3 นัดหลังสุด ความมั่นใจในทีมจึงค่อนข้างต่ำ ฟอร์มนอกบ้านยิ่งน่าเป็นห่วง นอกจากเกมที่ชนะ กลัดบัค ในบอลถ้วยแล้ว พวกเขาแพ้ถึง 8 จาก 11 นัดหลังสุด
สถิติก็เป็นใจให้เจ้าบ้าน เซนต์เพาลี แพ้ เลเวอร์คูเซ่น คาบ้าน 1-2 ในลีก และไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้เลยในการพบกัน 5 นัดหลังสุด การบุกมาล้ม "ห้างขายยา" ที่ ไบอารีน่า จึงเป็นงานที่ยากสุดๆ
คาดว่า เลเวอร์คูเซ่น จะจัดทัพชุดใหญ่ลงสนาม เพราะบอลถ้วยคือโอกาสที่ดีที่สุดในการคว้าแชมป์ของพวกเขาในฤดูกาลนี้ พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องนักเตะติดโทษแบน และถึงแม้จะมีการโรเตชั่นนักเตะในลีก แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับรายการนี้เป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม เลเวอร์คูเซ่น ยังคงไม่มี มาร์ค เฟล็คเค่น ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ยังบาดเจ็บ ทำให้ ยานิส บลาสวิช จะได้ลงเฝ้าเสาต่อไป ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ในทีมถือว่าสมบูรณ์ เฮดโค้ช กัสเปอร์ ฮูลมันด์ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการในแดนกลางและแนวรับ เอเซเกียล เฟอร์นันเดซ และ อเลกซ์ การ์เซีย ต่างก็มีโอกาสได้ออกสตาร์ท ขณะที่ โรเบิร์ต อันดริช อาจถูกโยกไปเล่นเป็นกองหลังตัวกลางในระบบ 3-4-2-1
ด้าน เซนต์เพาลี เนื่องจากภารกิจหลักคือการอยู่รอดในลีก คาดว่า อเล็กซานเดอร์ เบลสซิน กุนซือจะทำการโรเตชั่นนักเตะหลายตำแหน่ง และส่งผู้เล่นชุดผสมลงสนาม ไม่มีนักเตะติดโทษแบน แต่การบริหารจัดการทีมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะพวกเขามีเกมลีกที่ต้องลงเล่นถี่ และสถานการณ์ในโซนตกชั้นก็ยังไม่แน่นอน
การเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นน่าจะเกิดขึ้นในแนวรับและแดนกลาง ยานนิค โธมัส โรบัตช์ น่าจะได้ลงเล่นในแผงหลัง 3 คน ขณะที่ มาติอัส ราสมุสเซ่น ก็มีโอกาสได้ลงสนามและรับบทบาทสำคัญในการเชื่อมเกม
สำหรับ ปาทริค ชิค กองหน้าทีมชาติเช็ก คือคีย์แมนของ เลเวอร์คูเซ่น ในเกมนี้ ด้วยสไตล์การเล่นที่แข็งแกร่ง การเคลื่อนที่ที่ชาญฉลาด และความเฉียบคมในการจบสกอร์ ทำให้เขากลายเป็นคนที่คู่แข่งจับยาก
ชิค ถนัดการเล่นงานกองหลังที่ยืนต่ำ โดยใช้ความสามารถในการหาพื้นที่และลูกกลางอากาศในการเปลี่ยนบอลจากด้านข้างให้เป็นประตู ด้วยความที่ เลเวอร์คูเซ่น น่าจะเป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า การมี ชิค อยู่ในแดนหน้า จะทำให้พวกเขามีโอกาสเปลี่ยนความได้เปรียบให้กลายเป็นประตูได้มากขึ้น
ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน ชิค ยังคงนิ่งในสถานการณ์ที่กดดัน และมักจะฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่งได้ดี หาก เลเวอร์คูเซ่น ต้องการที่จะปิดเกมให้เร็ว ชิค คือคนที่พวกเขาสามารถฝากความหวังไว้ได้
จากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งฟอร์มการเล่น ความพร้อมของทีม และความได้เปรียบในการเล่นในบ้าน ทำให้ เลเวอร์คูเซ่น มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้ารอบต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ เซนต์เพาลี น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นหลายตำแหน่ง เนื่องจากต้องโฟกัสไปที่การหนีตกชั้นในลีก