แม้จะไม่ได้แชมป์ลาลีกา หรือ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มากมาย แต่ อ็องตวน กรีซมันน์ ได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นไว้กับ แอตเลติโก มาดริด เขาคือนักเตะต่างชาติที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลาลีกา
หากถามแฟนบอลว่าใครคือผู้เล่นที่เป็นตัวแทนของ แอตเลติโก มาดริด ยุค 'เอล โชโล่' ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ น้อยคนที่จะไม่ตอบว่า อ็องตวน กรีซมันน์ ดาวยิงเฟร้นช์แมนรายนี้ ไม่ใช่แค่คนที่ยิงประตูได้ แต่เขาคือหัวใจสำคัญทั้งในด้านอารมณ์ และแท็คติกของทีม
กรีซมันน์ ย้ายจาก เรอัล โซเซียดาด มาเป็นดาวรุ่งริมเส้น และพัฒนาเป็นเบอร์ 10 ที่สามารถลงต่ำ, ขยับออกข้าง หรือสอดเข้าเขตโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาสามารถรับบอลด้วยการหันหลังให้ประตู, หมุนตัวได้อย่างรวดเร็ว และทั้งยิงเองหรือจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมได้ ทำให้เขาเป็นตัวเชื่อมที่สมบูรณ์แบบระหว่างแผงมิดฟิลด์ที่แข็งแกร่งของ ซิเมโอเน่ และเกมรุก
ช่วงปี 2014-2016 อ็องตวน กรีซมันน์ ก้าวจากริมเส้นดาวรุ่ง สู่กองหน้าที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งของยุโรป เขายิง 22 ประตูในลีกฤดูกาลแรก และทำได้เท่ากันในฤดูกาล 2015/16 จบแต่ละแคมเปญในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของ "Los Rojiblancos" และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลาลีกา
การกลับมาของ กรีซมันน์ ในปี 2021 แสดงให้เห็นว่าทั้งเขาและสโมสรยังต้องการกันและกันมากแค่ไหน เขากลับมาในฐานะผู้นำ, ได้รับความคาดหวังให้เป็นผู้นำในห้องแต่งตัว และยังคงรักษามาตรฐานการเล่นระดับสูงเอาไว้ได้
ปัจจุบัน กรีซมันน์ ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ แอตเลติโก มาดริด แซงหน้า หลุยส์ อราโกเนส ตำนานผู้ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ เขายังติดทีมชาติฝรั่งเศสไป 137 นัด ยิง 44 ประตู เป็นผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ และคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยม และดาวซัลโวสูงสุดในยูโร 2016 รวมถึงแชมป์ฟุตบอลโลก 2018
แม้จะไม่มีแชมป์ลีกมากมายนัก แต่ผลงานของ อ็องตวน กรีซมันน์ ในลาลีกานั้นยิ่งใหญ่มาก เขาลงเล่นในลีกสเปนไปกว่า 550 นัด แซงหน้า ลิโอเนล เมสซี่ ในฐานะผู้เล่นต่างชาติที่ลงเล่นในลาลีกามากที่สุด
กรีซมันน์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเก่งกาจรอบด้านของเขานั้นสำคัญกว่าสถิติการทำประตูเพียงอย่างเดียว เขาเล่นได้ทั้งปีก, กองหน้าตัวต่ำ, False nine และ เพลย์เมกเกอร์ ทำให้เขาสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นต่างชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในลาลีกา
ถึงแม้ช่วงเวลาสุดท้ายของ กรีซมันน์ กับ แอตเลติโก มาดริด อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าที่ควร แต่ด้วยวัย 35 ปี เขายังคงเป็นผู้เล่นที่มีคุณภาพ และพร้อมสร้างความแตกต่างได้เสมอ น่าเสียดายที่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ มักจะใช้งานเขาเป็นตัวสำรองมากกว่า ทำให้ภาพจำสุดท้ายของเขาอาจไม่สวยงามเท่าที่ควรจะเป็น